วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำ usb เอาไว้ลง windows XP แบบง่ายๆ

เดี๋ยวนี้ netbook ระบาดใหญ่ การจะลงวินโดว์บน netbook ถึงแม้ว่าจะไม่มี cdrom หรือ dvd rom ก็ยังสามารถทำได้ด้วย flash drive ของเรานี่แหละ เพราะ netbook ส่วนใหญ่จะมีระบบให้บูตจาก usb ได้อยู่แล้ว วิธีทำก็ง๊ายง่าย เพียงดาวน์โหลดโปรแกรมที่ทำให้ usb สามารถลงวินโดว์ได้และก็มีแผ่น windows xp แนะนำว่าควรเป็น windows แบบที่ยังไม่ตัดต่อพันธุกรรมแต่อย่างใด

ดาวน์โหลดโปรแกรมที่นี่ครับ  Download

ส่วนวิธีการใช้สามารถดูได้จากที่นี่ครับ ที่นี่  หรือดาวน์โหลดไปดูได้จากที่นี่ครับ กด

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

หลักการของผู้ที่ต้องการเป็นเกษตรกร


ได้ไปอ่านมาจากเวป kasetporpeang.com ครับ เห็นว่ามีประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองและอยากลองทำอาชีพเกษตรกรแบบผม แต่ยังมือใหม่ทำอะไรและคิดอะไรไม่เป็นเลย จะได้มีหลักและวิธีการคิดที่เหมาะเอาไปประยุกต์ให้เข้ากับตัวเองและสามารถทำอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืน ลองอ่านดูครับ มีประโยชน์มาก

ข้อคิด...สำหรับผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร โดยคุณสวนวสา



เรียน ว่าที่เกษตรกร เกษตรกรมือใหม่เอี่ยม และเกษตรกร part-time ทุกท่าน

จากที่เราได้คุยกับว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่หลายท่านที่มาติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ และท่อน้ำหยดจากสวนวสา ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เลยต้องขออนุญาตเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้ว่าที่เกษตรกรและเกษตรกรมือใหม่ไฟแรงหลายๆท่านลองพิจารณาเป็นข้อคิดก่อนจะลงมือทำอะไรไป เพราะการลงทุนในสาขาการเกษตรนั้น ไม่ว่าจะเพื่อหวังผลกำไร หรือแค่หวังเพื่อใช้เวลาว่างทำงานอดิเรกปลูกต้นไม้ ทุกอย่างที่ลงไปก็เป็นเงินทองที่เราเก็บหอมรอมริบมาทั้งนั้น หากลงทุนไปโดยขาดการไตร่ตรองล่วงหน้า หรือขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดผลเสียหาย ผลขาดทุน ความยุ่งยากที่ตามมามักทำให้เกษตรกรมือใหม่หลายคนท้อแท้ และเลิกไปในที่สุด ซึ่งทางสวนวสาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เราไม่อยากให้อาชีพเกษตรกรหายไปจากประเทศไทย ตรงกันข้ามเราอยากให้มีเกษตรกรรุ่นใหม่เกิดขึ้นมามากๆ คนที่มีการวางแผน มีการควบคุมผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพของโลก

ที่ดิน

การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้นเราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง แต่ก่อนจะลงมือซื้อที่ดินผืนใด ขออนุญาตให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่สำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตร ดังนี้

1. ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี เพราะการซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร แหล่งน้ำที่ว่านี้อาจจะเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ ถ้าเป็นที่ผืนใหญ่ไม่ควรเป็นน้ำบาดาล เพราะอาจมีปริมาณไม่พอเพียงและอาจจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการตะกอนในภายหลัง

2. ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านที่อยู่ประจำของคุณมากนัก การไปมาทำได้ง่าย เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อยๆ โดยเฉพาะเกษตรกร part-time ที่ต้องทำงานในวันธรรมดาและไปทำสวนได้เฉพาะวันหยุด หากคุณต้องขับรถ 500 กม. เพื่อไปสวนในวันเสาร์ และขับกลับอีก 500 กม. ในวันอาทิตย์ คุณจะเหนื่อยและท้อไปในที่สุด ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้านคุณ อย่างไรก็ตามปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล นอกจากนี้ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย คำนวณค่าน้ำมันคร่าวๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน อันนี้ควรคำนวณให้รอบคอบค่ะ

3. ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย) เช่น อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง อย่างนี้ ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อแน่ๆ ค่าน้ำมันทุกวันนี้แพงมากๆ ค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่เขาไม่วิ่งมาค่ะ)

4. ควรมีเพื่อนบ้านและสังคมที่ดี ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร

5. ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้ หากเป็นไปได้ลองสังเกตด้วยว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินนั้นเป็นต้นอะไรเพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด

6. ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ เพราะหากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลูก

7. ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรก็ตายหมด เลี้ยงปลาก็หายหมด

8. ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อด้วยค่ะ พอดีวันนี้มีเพื่อนเกษตรกรโทรมาปรึกษา มีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 2-3 เมตรลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็งเลย รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้คงต้องปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมากค่ะ

การเลือกพืชที่จะเพาะปลูก

1. ก่อนจะปลูกอะไร กรุณาสำรวจสภาพดินและน้ำก่อนว่าเหมาะกับพืชในใจคุณหรือเปล่า อย่าบุ่มบ่ามลงมือปลูกตามกระแส หรือตามใจชอบ ตัวอย่างเช่นที่ดินสวนวสาเป็นดินเปรี้ยวเพาะปลูกพืชตระกูลส้ม-มะนาวได้ดี มะม่วง มะละกอได้ แต่ปลูกทุเรียน ลำไย มังคุดแล้วไม่โต (ลองแล้ว) ถึงกระนั้นก็ตามเวลาเรามี “เกษตรเกิน” (ผู้ที่แสดงตนว่ารู้มากกว่าเกษตรกร) มาเยี่ยมที่สวนก็มักจะแนะนำให้เราลองปลูกมังคุด ปลูกทุเรียนอยู่เสมอๆ เพราะส่งนอกได้ราคาดี คนแนะนำส่วนใหญ่ก็คิดแค่นั้น แต่เกษตรกรที่แท้จริงที่เป็นเจ้าของที่ดินควรศึกษาสภาพดินและน้ำก่อนลงมือปลูกอะไร เพื่อจะได้ประหยัดเวลาและทุนที่ถมลงไป

2. ควรเลือกพืชที่จะปลูกมากกว่า 1 ชนิดเพื่อบริหารความเสี่ยง เผื่อชนิดหนึ่งราคาตกหรือขายไม่ออก ชนิดอื่นจะได้ช่วยเฉลี่ยรายได้ แต่ไม่ควรหลายชนิดเกินไปจนปริมาณไม่คุ้มค่าขนส่ง เช่น มีที่ดิน 1 ไร่ แต่อยากปลูกมะม่วง มังคุด ลำไย มะนาว พริกขี้หนู เพื่อส่งออก แบบนี้แนะนำว่าให้ลืมเรื่องส่งออกไปได้เลย ให้ปลูกแบบพอเพียง คือเก็บทานเอง หรือส่งตลาดแถวสวนจะดีกว่าค่ะ

3. พืชแต่ละชนิดมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน หากจะปลูกผสมผสาน ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำ ปุ๋ยและยาคล้ายๆกันปลูกไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปริมาณแสงก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพืชชนิดหนึ่งต้องการแสงมาก ก็อย่าปลูกไว้ใกล้ๆกับพืชที่ให้ร่มเงา เช่น อย่าปลูกมะละกอไว้ใกล้กอไผ่ เพราะในที่สุดร่มเงาของไผ่จะบังมะละกอทำให้ไม่สามารถเติบโตได้ และเกิดโรคระบาดในที่สุด หรือ หากจะปลูกมะนาวทำนอกฤดู ก็ไม่ควรปลูกใกล้กับพืชที่ต้องการน้ำ เพราะพอเรางดน้ำเพื่อให้มะนาวออกดอก ต้นไม้ข้างๆ ก็จะตายไปด้วย ทำนองนี้

4. ตามทฤษฎีพอเพียง ควรปลูกพืชชนิดให้ประโยชน์เกื้อหนุนกับการเกษตรของท่านด้วย เช่น หากปลูกส้มหรือมะนาว ก็ควรเผื่อพื้นที่สำหรับปลูกไผ่ไว้ด้วย เพราะเวลาค้ำต้นมะนาวหรือส้มต้องใช้ไม้ไผ่ แทนที่จะไปซื้อ ก็ปลูกเองประหยัดกว่า นอกจากนี้หากใครคิดทำเกษตรอินทรีย์ ก็ปลูกพวกสะเดา หนอนตายหยาก หรือสมุนไพรอื่นๆไว้ด้วย จะได้เอาไว้ทำเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายค่ะ

5. นอกจากนี้ ให้คิดในใจเสมอว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อย่าคิดว่าการลอกเลียนแบบสวนที่ประสบความสำเร็จแล้วคุณจะประสบความสำเร็จด้วย การเกษตรไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูปที่ต้มกินที่ไหนก็รสชาติเดิม มักจะมีคนถามว่าหากปลูกมะนาวเหมือนสวนวสาต้องใส่ปุ๋ยเดือนไหน ฉีดยาเดือนไหน ฉีดอะไร ซึ่งขอเรียนว่า สวนวสาอยู่นครนายก สภาพภูมิอากาศและดินจะต่างจากสวนที่อยู่ราชบุรี พิษณุโลก หรือ เชียงใหม่ ดังนั้นเวลาที่ฉีดยา ใส่ปุ๋ย เก็บผลผลิตก็จะต่างกัน ช่วงเวลาเดียวกันที่สวนวสาเจอโรคราน้ำค้างแต่สวนอื่นอาจเจอเพลี้ยแป้ง อย่างนี้ยาที่ใช้ก็ต่างกัน ต้องหมั่นสังเกตอาการของพืชแล้วค่อยคิดเรื่องการบำรุงรักษาพืชค่ะ

การตลาด

1. การจะปลูกอะไร (เพื่อการค้า) ให้คิดว่าจะขายได้ที่ไหนก่อน ถ้าปลูกพืชแปลกมากและอยู่ไกลจากตลาด จะทำให้ขายยากค่ะ

2. อย่าเห่อปลูกตามกระแส เกษตรกรที่ดี ควรประเมินสภาพตลาดให้ดีด้วย และอย่าดูเหตุการณ์เพียงจุดเดียว ช่วงปีที่แล้วมะนาวลูกละ 10 บาท เลยเกิดกระแสปลูกมะนาวกันใหญ่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น 5 ปีมีคนฟันมะนาวทิ้งไปทั้งจังหวัดเพราะราคาร้อยละ 20 บาท ไม่คุ้มค่าปุ๋ยค่ายา อยากให้เกษตรกรมองไปข้างหน้ายาวๆ ก่อนตัดสินใจปลูกอะไร ให้เน้นพืชที่ยังไงก็ขายได้

3. หากสนใจจะปลูกเพื่อการส่งออก ควรมีพื้นที่เพาะปลูกในจำนวนมากเกินกว่า 10 ไร่ หากมีน้อยกว่า 10 ไร่ ปลูกขายในประเทศได้ แต่ปลูกส่งออกไม่คุ้มการลงทุนค่ะ (เว้นแต่ในพื้นที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันได้จำนวนมากพอที่ผู้ส่งออกจะสนใจ) มีระบบน้ำที่สม่ำเสมอ ที่ดินควรอยู่ไม่ไกลจากแหล่งส่งออก เกษตรกรต้องจดมาตรฐาน GAP ซึ่งมีกฎค่อนข้างมาก ต้องมีโรงเก็บปุ๋ย ยา แยกกัน มีโรงคัดแยกพืชผลที่แยกต่างหาก มีพื้นปูนไม่สัมผัสดิน ฯลฯ พวกนี้เป็นการลงทุนทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นหากพื้นที่ใหญ่หน่อยจะคุ้มกว่าพื้นที่ขนาดเล็กค่ะ

4. อย่าพยายามคิดการณ์ใหญ่เกินไปค่ะ จะสิ้นเปลืองทุนทรัพย์โดยใช่เหตุ เช่น ปลูกมะม่วงเพียง 5 ไร่ ผลผลิตปีละ 1 ตัน ในพื้นที่ก็ไม่มีคนอื่นเพาะปลูกพืชเหมือนๆกัน แต่คิดจะตั้งโรงงานแช่แข็ง หรือ โรงงานแปรรูปทำมะม่วงอบแห้ง หรือ คิดจะไปเซ้งแผงในตลาดไทเพื่อขายผลผลิตของตนเอง (เพราะมีเกษตรเกินมาแนะนำ) พอขายผลผลิตหมดก็ไม่รู้จะหาผลผลิตที่ไหนมาขายต่อ หรือแปรรูปต่อ จะเป็นการลงทุนโดยเสียเปล่าค่ะ หรือ การส่งสินค้าเข้าห้างก็เหมือนกันค่ะ ควรศึกษาเงื่อนไขให้ถ่องแท้ค่ะ บางทีนอกจากโดนหักเปอร์เซนต์แล้วเราต้องรับภาระสินค้าที่เน่าเสียหายเอง แถมกว่าจะเก็บเงินได้ต้องมีเครดิต 45 วันจึงจะได้เงิน นอกจากนี้บางที่เขามีสัญญาให้ส่งแบบต่อเนื่อง หากส่งไปครั้งสองครั้งแล้วหยุดก็อาจโดนหักเงิน ทำนองนี้

5. อยากให้อ่านความเห็นของคุณ GolfMBA ที่เขียนไว้น่าสนใจใน http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5609.msg91870#msg91870 ด้วยค่ะ

การเตรียมตัว/วางแผน

1. เมื่อมีที่ดินแล้ว มีทุนแล้ว ทราบว่าดินเป็นดินชนิดไหน เข้าใจสภาวะอากาศของพื้นที่แล้ว เลือกพืชที่เหมาะกับพื้นที่ได้แล้ว เราก็เริ่มวางแผนกันค่ะ อยากให้เกษตรกรทุกคนวางแผนบนกระดาษก่อนว่าจะแปลนสวนของตนเองอย่างไร บ้านจะอยู่ตรงไหน บ่อน้ำ(ถ้ามี) จะอยู่ตรงไหน และส่วนไหนกะว่าจะปลูกพืชอะไร จำนวนกี่ต้น

2. ระบบน้ำเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ก่อนจะลงพืชชนิดใดๆ ระบบน้ำควรจะพร้อมก่อน หากพื้นที่เป็นสภาพเนินเขา ก็ไม่เหมาะกับการทำระบบร่องน้ำที่มีน้ำหล่อแบบร่องสวนที่ทำกันในพื้นที่ราบ แต่ควรใช้การขุดทางระบายน้ำเพื่อว่าหน้าฝนน้ำสามารถไหลลงมาได้โดยไม่เอ่อขังที่โคนต้นไม้ และใช้ระบบรดน้ำแบบตามท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ โดยอาจสูบน้ำไว้ที่สูงและปล่อยมาตามแรงดึงดูดโลก หรือใช้ปั๊มน้ำก็ได้ค่ะ ส่วนพื้นที่ราบนั้นให้ศึกษาว่าระบบน้ำที่เราใช้เหมาะกับพืชหรือไม่ เช่น หากปลูกมะม่วง มะนาว ในดินเหนียวก็ไม่ควรใช้น้ำหยดแต่ควรใช้สปริงเกอร์ เพราะระบบน้ำหยดจะหยดอยู่แค่วงแคบๆ ในขณะที่รากพืชแผ่ขยาย แต่หากปลูกพวกพริกหรือมะเขือเทศในถุงก็สามารถใช้ระบบน้ำหยด (dripping) ได้ค่ะ เรื่องการบริหารน้ำนี้มีผลต่อการเติบโตของพืชและคุณภาพผลผลิตค่ะ นอกจากนี้ มีเกษตรกรพาร์ทไทม์บางคนคิดว่าในช่วงเริ่มต้นไม่ต้องวางระบบน้ำก็ได้ พึ่งฝนฟ้าเอา และให้คนงานลากสายยางรดน้ำเอาก็ได้ พื้นที่แค่ไร่สองไร่เอง ก็อยากให้ทดลองรดน้ำเองดูค่ะว่าเหนื่อยแค่ไหน และก็อย่าหวังผลให้มากค่ะหากพืชผลออกมาไม่ได้ขนาด หรือร่วงไปแยะ หรือไม่ติดผล ซึ่งอยากให้คิดดีๆค่ะ ทีกิ่งพันธุ์เราไปอุตส่าห์เสาะหาจากแหล่งทั่วประเทศได้ ปุ๋ยหมักก็ไปเสาะหาส่วนประกอบต่างๆ มา ลงทุนลงแรงไปมากมาย แต่มาประหยัดกับเรื่องน้ำ แล้วต้นไม้ก็แคระแกร็น มันคุ้มไหม

3. เมื่อระบบน้ำพร้อมแล้ว ก็มาถึงกิ่งพันธุ์ของพืชที่จะลงค่ะ แนะนำให้ศึกษาจากเวบไซต์เกษตรพอเพียงและหนังสือเกษตรต่างๆ ค่ะ ราคากิ่งพันธุ์พืชชนิดเดียวกัน อาจต่างกันตามผู้ขายค่ะ หากปลูกจำนวนมาก อยากให้ผู้ซื้อแวะไปที่สวนของผู้ขายแต่ละรายค่ะจะได้สัมผัสกับต้นพันธุ์ของจริง รู้ว่าแท้หรือไม่แท้ อย่าดูแต่ในรูปค่ะ เพราะหากปลูกพันธุ์ไม่แท้จะมีปัญหาเรื่องการตลาดค่ะ นอกจากนี้ขอเรียนว่าราคากิ่งพันธุ์เป็นเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วนกับต้นทุนรวมทั้งหมดของการเกษตร อยากให้ผู้ซื้อพิจารณาหลักๆ ในเรื่องความเสี่ยงเรื่องความแท้ของสายพันธุ์ บวกกับค่าน้ำมันที่ต้องไปเสาะหากิ่งพันธุ์ที่ต้องการ ก่อนตัดสินใจค่ะ

4. การบำรุงรักษา เมื่อปลูกพืชลงไปแล้วแน่นอนว่าจะต้องมีการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ตัดแต่งกิ่ง เก็บผลผลิต ตัดหญ้าที่รกๆ ในแปลง รวมไปถึงการดูแลในกรณีฉุกเฉินต่างๆ เช่น เครื่องสูบน้ำพัง ไฟฟ้าตัด น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม ภาวะฝนแล้ง หนูแทะสายสปริงเกอร์ฯลฯ ดังนั้นหากท่านเป็นเกษตรกรเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องมีคนงานที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลค่ะ และค่าใช้จ่ายส่วนบำรุงรักษานี้ก็มากเสียด้วยสิ ที่สำคัญท่านต้องศึกษาหาความรู้ด้านนี้พอควรค่ะ ไม่งั้นโดนหลอกน่าดู เช่น หากจะจ้างคนมาตัดหญ้าควรจ่ายเหมาต่องานที่สำเร็จไม่ใช่จ่ายรายวัน เพราะบางทีก็มีอู้งานค่ะ

5. อุปกรณ์การเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้ในสวนหลักๆ นอกจากพวกจอบ เสียม เครื่องมือพื้นฐานแล้ว ก็มีพวกเครื่องตัดหญ้า เครื่องฉีดยาแบบสะพายหลังหรือแบบลาก ถังหมักหรือผสมปุ๋ย ตะกร้าสำหรับเก็บผลไม้ค่ะ อุปกรณ์การเกษตรพวกนี้เวลาซื้อให้คุยหลายๆ ร้านค่ะ แต่ละร้านจะเป็นเอเย่นของแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ถามความเห็นเพื่อนๆ ในเวบนี้ก็ได้ค่ะ แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในอุปกรณ์หลายๆ แบบค่ะ ควรเลือกให้เหมาะกับงานในสวนค่ะ ที่สำคัญ อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ ราคามันมีตั้งแต่ 1,000 กว่าบาท - 10,000 กว่าบาท ซึ่งต่างกันมาก ของถูกก็แน่นอนว่าคุณภาพก็ตามราคา ตัดหญ้าสามวันก็อาจจะหลุดเป็นชิ้นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของแพงสุดจะดีที่สุดเสมอไป ให้ศึกษาจากเพื่อนเกษตรกรคนอื่นดูค่ะ ที่สำคัญ เวลาซื้ออุปกรณ์พวกนี้ต้องหาที่มีอะไหล่และศูนย์ซ่อมด้วยค่ะ บางยี่ห้อบอกว่าทนทานแต่คนเอามาขายขายแต่เครื่องอย่างเดียวไม่มีอะไหล่ พอเสียก็ต้องทิ้งเลย นอกจากนี้หากมอเตอร์เสีย เครื่องตัดหญ้าเสียจะซ่อมที่ไหนที่ใกล้ๆ ไม่ต้องขนไปขนมาถึงกรุงเทพ ควรเตรียมข้อมูลแหล่งซ่อมที่เชื่อถือได้ค่ะ ไม่งั้นโดยฟันเละค่ะ

คนงาน

1. ควรมีให้พร้อมค่ะ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะคนงานก็คือคนงานค่ะ ถ้าเขาขยันและฉลาดกว่านี้ เขาก็ไม่มาเป็นคนงานค่ะ การดูแลคนงานให้อยู่กันนานๆ บางทีก็ต้องหลับตาข้างหนึ่งค่ะ บางทีเขาอาจจะกินเหล้า เล่นหวย อู้งานบ้าง ตราบใดที่งานที่สั่งไว้เขาทำสำเร็จ ก็พอไปรอดค่ะ ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ ของในสวนอย่าหาย (อาจมีเก็บไปกินบ้างก็ปล่อยๆ ไปค่ะ) แต่ประเภทยกมอเตอร์ไปขาย หรือให้เมียเปิดแผงที่ตลาดขายผลไม้ที่ขโมยมาจากในสวนเรา อันนี้ก็ต้องให้จรลีไปค่ะ ที่สวนวสาอนุญาตให้คนงานปลูกพืชผักที่อยากกินได้ตามสบาย หาเมล็ดผักมาให้เขาด้วย ผลไม้ในสวนหากอยากกินก็ให้เอาไปแต่พอกิน แต่ห้ามเอาไปขาย ให้จับปลาในร่องสวนมากินได้ แต่ห้ามจับไปขาย เว้นแต่คนงานจะลงทุนซื้อลูกปลามาเลี้ยงในกระชังเองก็ให้ทำได้แต่ต้องเลี้ยงนอกเวลางาน อยากเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ก็ให้เลี้ยงได้ในพื้นที่จำกัด เขาจะได้เก็บไข่กินได้เอง แต่ไม่อนุญาตให้ทำเพื่อค้าขาย ไม่งั้นวันๆ เอาแต่บำรุงรักษาพืชผักเป็ดไก่ของตัวเองจนไม่ได้ทำงานของเรา

2. ค่าจ้างคนงาน ส่วนมากเราใช้จ้างเป็นรายวันค่ะ แต่มีหัวหน้าคนงานที่เราจ่ายเป็นรายเดือน ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 120-180 บาทค่ะ คนต่างด้าวจะได้ที่ราวๆ 120-150 บาท คนไทยได้ที่ 150-180 บาทค่ะ หากเกิน 5 โมงเย็นก็จะมีค่าล่วงเวลาให้ (ช่วงที่เร่งเก็บผลไม้และคัดแยกน่ะค่ะ) บางทีคนซื้อผลไม้เราเขาก็จะจ่ายค่าแรงให้คนงานเราในวันที่เก็บผลไม้ให้เขา เราก็ประหยัดไปได้ค่ะ เช่น การซื้อมะม่วงแบบเหมาสวน พ่อค้าจะมาพร้อมคนงานคัดแยก แล้วเขาจ้างเราเก็บผลไม้ให้ โดยให้ค่าแรงรายวันกับคนงานเราค่ะ ค่าจ้างนี่เราอาจปรับขึ้นให้ปีละหน ปลายปีอาจมีเงินแถมให้นิดหน่อยได้ค่ะ

3. วันหยุด คนงานไทยในต่างจังหวัดจะขอมีวันหยุดตามวันสำคัญทางศาสนาค่ะ เช่น วันเข้าพรรษา วันทำบุญทอดกฐิน วันสงกรานต์ วันแต่งงานญาติ วันงานศพญาติ ฯลฯ เรื่องพวกนี้เราต้องปล่อยวางค่ะ เกษตรกร part-time หลายคนอาจไม่ค่อยพอใจเพราะตรงกับวันหยุดยาวที่เราจะเข้าสวนได้พอดีเช่นกัน ก็ต้องทำใจค่ะ นอกจากนี้ วันหวยออก เป็นวันที่คนงานไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำงานกันเท่าไหร่ ดังนั้น พยายามอย่าคาดหวังมากค่ะ คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มงาน จะทำให้ความรู้สึกดีทั้งสองฝ่ายค่ะ

การหาความรู้เพิ่มเติม

1. เป็นเกษตรกรต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอค่ะ ซึ่งแหล่งความรู้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด และไม่เสียเงินคือการหาตามเวบไซต์ แค่เข้าไปที่ google แล้วคีย์คำที่ต้องการทราบ เช่นคำว่า โรคมะนาว หรือ มะละกอใบหงิก ก็จะปรากฏรายการเวบต่างๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคำที่ท่านคีย์เข้าไปมาให้ท่านได้ลองเข้าไปอ่าน หากไม่เจอข้อมูลที่ต้องการค่อยมาตั้งกระทู้สอบถามเพื่อนๆเกษตรกรท่านอื่นเพิ่มเติมได้ค่ะ อย่างไรก็ตามข้อมูลต่างๆ บนเวบอาจจะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปบ้างแล้วแต่เวบไซต์ที่เปิดเจอ เช่น เจอเวบขายปุ๋ยข้อมูลที่ออกมาอาจชี้นำไปสู่การซื้อปุ๋ยยาของเขา ดังนั้น อยากให้เกษตรกรเชื่อข้อมูลในเวบไซต์ของทางการเป็นหลัก เช่น เวบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://www.ku.ac.th/) เวบของกรมส่งเสริมการเกษตร (http://www.doae.go.th/) เป็นต้น เวบเหล่านี้มีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายค่ะ หลายเวบมีรูปภาพประกอบด้วย อยากให้เกษตรกรได้ลองขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองจากหลายๆแหล่งข้อมูลค่ะ จะได้คิดวิเคราะห์ได้รอบทิศ ดีกว่าการมาตั้งกระทู้ถามเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าผู้ตอบแต่ละคนมีความรู้ในด้านนั้นๆ จริงหรือไม่ บางเรื่องแม้ผู้ตอบมีความประสงค์ดี แต่ตอบเอาตามที่นึก (เอาเอง) ว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นโดยไม่มีประสบการณ์หรือหลักวิชาการสนับสนุน แล้วเกษตรกรไปทำตาม ผู้ที่เสียหายคือเกษตรกรเองค่ะ

2. นอกจากเวบไซต์แล้ว ก็มีหนังสือและวารสารเกษตรต่างๆ ที่สามารถหาอ่านเพิ่มความรู้ได้ค่ะ เช่น วารสารเคหเกษตร วารสารเมืองไม้ผล วารสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นต้น สวนวสาได้มีโอกาสไปเยือนสวนเกษตรต่างๆ เพื่อเสาะหาพันธุ์พืชที่ต้องการก็ใช้ดูเอาตามวารสารพวกนี้ค่ะ บางทีเขาก็มีการจัดอบรมให้ฟรีๆ มีวิทยากรที่มีความรู้มาพูด มีเพื่อเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาแบ่งปันเทคนิค เราก็จะได้ประโยชน์ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าวารสารทุกเล่มจะจัดงานได้ดี สวนวสาเคยไปร่วมงานหนึ่งเป็นการอบรมครึ่งวัน แต่กว่าการกล่าวเปิดงานของบุคคลสำคัญต่างๆที่เชิญมาจะหมดก็ปาเข้าไปเกือน 10 โมงแล้ว แล้วยังพักเบรคยาวๆ ให้คนที่มาอบรมไปซื้อของที่สปอนเซอร์ต่างๆ มาออกร้านขาย ในที่สุดได้ฟังคนบรรยาย (แบบรีบๆ ให้จบ) แค่ไม่ถึงชั่วโมง เสียเวลาไปเหมือนกันค่ะ

3. หนังสือเกี่ยวกับคู่มือการเกษตรต่างๆ รวมถึงผลงานวิจัยบางงานที่มีประโยชน์ มีจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศูนย์หนังสือจุฬา ที่ร้านหนังสือแพร่พิทยา และตามงานเกษตรแฟร์ นอกจากนี้ยังมีแจกให้ฟรีโดยกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน ลองติดต่อขอไปดูได้ค่ะ

ความต้องการ กับ ความเป็นจริง

ผู้ที่อยากเป็นเกษตรกรหลายท่านที่ทำงานประจำอยู่ ควรพิจารณาบริหารเวลา ครอบครัว และทุนทรัพย์ให้รอบคอบก่อนลงมือค่ะ บางทีเรามาอ่านๆ ในเวบต่างๆ เห็นคนอื่นเขาซื้อที่ดินกัน ลงมือทำกัน ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากทำบ้าง แต่นั่นอาจเป็นความต้องการของคุณคนเดียวหรือเปล่า ลองดูปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้ด้วยค่ะ

+ เวลา - คุณทำงานประจำในวันเสาร์อาทิตย์หรือเปล่า เพราะการเป็นเกษตรกร part-time นั้นอย่างน้อยต้องมีเวลาเสาร์-อาทิตย์ที่จะไปดูแลพืชผลที่ปลูกได้ หรือหากทำงานส่วนตัว ก็ต้องถามว่าสามารถจัดเวลาได้หรือเปล่าที่จะหาเวลาว่างแวะเวียนไปดูแลการเติบโตของพืชผล และแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หลายๆ คนไฟแรงแต่ตอนแรกๆ พอสักห้าหกเดือนผ่านไป ก็ทิ้งระยะเสียแล้ว จากทุกอาทิตย์ เป็นเดือนละหน เป็นสองเดือนหน ในที่สุดเหลือปีละหน อย่างนี้สิ่งที่ลงทุนไปก็จะเสียเปล่าค่ะ การทำเกษตรนั้นคนทำต้องมีความรับผิดชอบ (discipline) ที่ต่อเนื่องค่ะ ยิ่งถ้าที่ดินอยู่ไกลจากที่บ้านหรือที่ทำงานมากๆ อย่างที่เขียนไว้แล้วด้านบน ว่าส่วนใหญ่เจอค่าน้ำมันและเวลาขับรถไปก็จะท้อใจในที่สุด

+ ครอบครัว - เป็นสิ่งสำคัญค่ะ การซื้อที่ดินทำเกษตรนี่ครอบครัวทางบ้านต้องสนับสนุนนะคะ เพราะบางครั้งเป็นความต้องการเฉพาะของคุณพ่อบ้านอย่างเดียว แต่ครอบครัวทางบ้านไม่สนับสนุน เพราะเคยได้ยินคุณแม่บ้านบ่นว่าเสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้พาลูกไปเรียนพิเศษ หรือได้ไปท่องเที่ยวกันตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ต้องไปใช้ชีวิตกลางแดดร้อนๆ ขุดดิน ปลูกพืช เรื่องแบบนี้คุณแม่บ้านบางคน และเด็กๆ ไม่เข้าใจค่ะ อยากให้ทำความเข้าใจกันในบ้านให้เรียบร้อยก่อน เพราะไม่งั้นอาจมีปัญหาภายในครอบครัวได้ค่ะ

+ ทุน - สะสมมาพอไหม เวลาคำนวณเงินลงทุน คิดให้รอบคอบด้วยค่ะ นอกจากค่าที่ดิน ค่าคนงาน ค่ากิ่งพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าระบบน้ำ ค่าอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ แล้ว คิดได้เท่าไหร่ ให้คูณ 3 ไว้ก่อนเลย เพราะจริงๆ มันจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คุณไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกมากๆๆๆๆๆ และถ้าเงินสะสมของคุณไม่มากพอ นำไปสู่การเป็นหนี้สินเพื่อนำมาลงทุน มันจะไม่ยั่งยืนน่ะค่ะ

******************************************************************************
พืชพลังงาน หรือ พืชอาหาร หรือ สวนป่า

จากปัจจัยเรื่องเวลา ครอบครัว และทุนที่พูดถึงด้านบน ก็มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชนิดพืชเพื่อทำสวนเกษตรเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ

สวนป่า - ถ้าที่ดินอยู่ไกล เวลามีน้อย ภาระครอบครัวมีมาก ทุนมีกลางๆ ในช่วง 5-10 ปีนี้ แต่อยากเริ่มแล้ว ก็อยากให้พิจารณาเริ่มที่การทำสวนป่าไปก่อน คือ ปลูกพืชที่ตัดไม้ขายในภายหลัง เช่น สน ยูคา สัก หรือไม้ป่าอื่นๆ เพราะจะหนักแค่ช่วงปรับปรุงดินแรกๆ พอต้นกล้าตั้งหลักได้แล้ว ก็ผ่อนภาระการไปดูแลบ่อยๆ ไป 5 - 10 ปี เช่นไปเดือนละหน หรือ สองเดือนหน ก็ได้ แต่ต้องไปนะคะ ไม่งั้นเพื่อนบ้านอาจจะมาบุกรุกเขาไปปลูกอะไรต่อมิอะไรเป็นการบันเทิงไป เราเจอมาแล้วกับที่ดินของเราที่อยู่ไกลๆ ไม่ค่อยได้ไปสามสี่เดือน มีสวนพริก สวนถั่ว เกิดขึ้นมาในที่ดินเราเฉยเลย ดีไม่ดีต้นกล้าที่เราปลูกไว้อาจเจอพืชอื่นเบียดเบียนตายไปก็ได้ หรือไม่ก็เจอมาแล้วค่ะ ที่ชาวบ้านเข้าไปจุดคบไฟหาหนู แล้วทำไฟไหม้สวนเราไปครึ่งสวน พวกสวนป่านี่ช่วงท้ายๆ ต้องเฝ้ากันดีๆ ด้วยเพราะไม่งั้นชาวบ้านแอบมาตัดไม้เราไปขาย ก็มีค่ะ

พืชอาหาร - ต้องการเวลาอย่างมากค่ะ อย่างที่เขียนมาแล้วว่าผู้ปลูกต้องมีความสม่ำเสมอในการไปดูแล เพราะไม่งั้นเผลอแป๊บเดียวโรคหรือแมลงลง ต้นไม้อาจจะตายไปทั้งสวนก็ได้ค่ะ ฝากคนงานเขาก็คงไม่ได้ใส่ใจมาก เพราะไม่ใช่สวนของเขาน่ะค่ะ พืชอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ พืชตระกูลธัญพืช หรือผักต่างๆ ต้องดูแลใกล้ชิดค่ะ นอกจากนี้ช่วงเก็บผลผลิตก็ต้องคอยหาตลาดให้ดี วางแผนการเก็บให้ดี การขนส่ง การเก็บรักษาอีก หากเกษตรกรยังไม่พร้อมก็แบ่งที่ดินปลูกเฉพาะที่พอกินเองไปก่อน ส่วนที่ดินที่เหลือก็ปลูกไม้ยืนต้นพวกสวนป่าไปก่อนค่ะ

พืชพลังงาน - พลังงานกำลังขาดแคลน คนเลยเห่อปลูกพืชพลังงานกันใหญ่ ตั้งแต่พวกมัน อ้อย ปาล์ม สบู่ดำ ฯลฯ ราคาก็ขึ้นลงตามที่เราเห็นๆ ค่ะ พืชน้ำมันนี่มันแทนที่พื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารนะคะ เวลานี้ทั่วโลกกำลังมีประเด็นเรื่องอาหารขาดแคลน เพราะหลายประเทศที่เคยทำเกษตรกรรมอาหาร เช่น มาเลย์ อินโด บราซิล อาร์เจนติน่า หันไปปลูกพืชพลังงานและยางพารากันใหญ่ ในระยะยาวแล้วราคาพืชอาหารจะแซงพืชพลังงานค่ะ สวนวสาจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนกัดฟันปลูกพืชอาหารกันไปก่อนค่ะ และจะให้ข้อคิดสำหรับคนที่อยากปลูกพืชน้ำมันว่าควรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อนะคะ เช่นปลูกปาล์มควรอยู่ใกล้ๆ โรงกลั่นนะคะ หากมีหลายๆ โรงในพื้นที่ยิ่งดีค่ะ ไม่งั้นเก็บผลผลิตแล้วส่งไม่ได้ก็จะเสียหายมากค่ะ เราจะเห็นว่าบางทีพอราคาขึ้นและน้ำมันที่กลั่นแล้วยังขายไม่ได้ บางโรงกลั่นเขาปิดไม่รับซื้อก็มีค่ะ หากมีตัวเลือกก็จะดีค่ะ เพราะพืชน้ำมันนี่เอาไปวางขายตามตลาดก็ไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ ต้องขายเข้าผู้แปรรูปอย่างเดียวเลย

จบค่ะ

หวังใจอยากให้เป็นบทความที่ช่วยเพื่อนๆ ที่อยากเป็นเกษตรกร แล้วไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี ได้นำไปใช้ประโยชน์ค่ะ

สวนวส

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

มาทำ ubuntu ให้หน้าตาเหมือน windows XP กัน

ต้องบอกว่าเหมือนจนน่ากลัวครับ ผมมองเป็นเป็นสองมุมมองคือ มุมมองแรกคือเปิดกว้าง คิดว่ามันมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากจะใช้ลีนุกซ์แต่ยังไม่ใช้เพราะความที่มันเปลี่ยนแปลงหน้าตาและวิธีการใช้ทุกอย่าง แต่อีกมุมมองก็มองว่าถ้าเราหันมาใช้ของใหม่แล้วก็น่าจะเรียนรู้ที่จะใช้มันให้ได้และพอใช้ไปซักพักก็จะชินและใช้มันไปได้เอง แต่กระนั้นเราก็เปิดกว้างครับ ใครอยากลองสามารถลองได้ สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่นี่เลยครับ Download และทำตามวีดีโอแนะนำได้เลยครับ จะเจ๋งหรือจะเจ๊งลองกันดูเองครับ สามารถเข้าไปดูได้ที่เวปนี้ครับ http://ubuntu.online02.com/node/14

ประโยชน์จากน้ำผึ้ง บำรุงร่างกายและรักษาสุขภาพ

ได้มาจาก FW เห็นว่ามีประโยชน์และควรเก็บไว้ให้คนอื่นได้อ่านกันด้วยเลยเอามาลงไว้ที่นี่แหละ เพราะส่วนตัวอะไรที่มีประโยชน์จะเก็บไว้อ่านเวลาหาไม่ต้องไปหาที่ไหน มาหาที่เวปบล๊อคของตัวเองนี่แหละง่ายดี

ตารางประโยชน์ของน้าผึ้งในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคต่างๆ โรค ปริมาณและวิธีใช้

1. บำรุงสุขภาพ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน

2. อดนอน น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้

3. ยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้ง½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน

4. นอนไม่หลับ น้ำผึ้ง 1ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน

5.ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ กระเทียม 1-2 กลีบ (ตำให้ละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3 เกล็ด น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

6. ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะน้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร

7. ท้องผูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน

8. เด็กปัสสาวะรดที่นอน น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน

9. ท้องเสียรุนแรง น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1แก้ว

10. เด็กหวะนม น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม

11. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกเมื่ออาหาร

12. ล้างแผล แผล ฝี หนอง แผลเรื่อรัง น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่ เย็นแล้วล้างแผลให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล

13. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผลไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง

14. โรคกระเพาะ ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะก่อนนอน

15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรคตับ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ3 ครั้งเป็นประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน

16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็นประจำ

18. เสียน้ำหรือเสียเลือด(10-20%) น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1ถ้วย

ลองดูแปลกดีครับ


**คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพเคลื่อนไหวครับ**
ภาพต่อไปนี้เป็นภาพที่แปลกมาก ให้คุณจ้องที่กากบาทสีดำตรงกลางซักพัก ไฟที่วิ่งไปมาจะกลายเป็นสีเขียว พอมองไปซักพักเจ้าปุ่มสีชมพูจะหายไปหมดเลย เหลือแต่ไฟสีเขียวที่วิ่งเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ การทำงานของตาและสมองของเรานี่ซับซ้อนจริงๆ และเป็นส่งที่บอกให้รู้ว่า สิ่งที่เห็นก็อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

I can see clearly now ชอบเพลงนี้จริงๆ

วันก่อนผมเปิดดูช่อง tpbs แล้วเจอรายการ English Breakfast แล้วเจอกับช่วงหนึ่งที่เอาเพลงนี้มาแปลให้เราได้ศึกษาภาษาอังกฤษจากเพลง ทำให้อยากจะเอาเพลงนี้มาลงในบล๊อคของตัวเองทันที เป็นเพราะก็ชอบเพลงนี้อยู่แล้ว ถ้าใครชอบเพลงนี้จะรุ้ว่าเพลงนี้อยู่ในภาพยนต์ animation เรื่อง ant ด้วย ชอบมาก และก็ความหมายของเพลงก็ดีมากๆ ด้วย


i can see clearly now the rain is gone
ฉันเห็นชัดเลยตอนนี้เมื่อผมหายไป

i can see all obstacles in my way
ฉันเห็นอุปสรรคต่างๆที่ขวางทางฉันอยู่

gone are the dark clouds that had me blind
เมฆหมอกดำทมึนที่บังตาฉันได้หายไปแล้ว

it's gonna be a bright (bright) sunshiny day
ตอนนี้กลับกลายเป็นสว่าง วันฟ้าใส

yes i can make it now the pain is gone
ตอนนี้ฉันทำอะไรก็ได้ ความเจ็บปวดทั้งสิ้นหายไปหมดแล้ว

all of the bad feelings have disappeared
ความรู้สึกแย่ๆ ก็มลายหายไปด้วย

here is that rainbow i've been praying for
นี่ไงล่ะ สายรุ้งที่ฉันเฝ้าภาวนาหา

it's gonna be a bright (bright) sunshiny day
แล้วทุกอย่างก็สว่างขึ้น เป็นวันฟ้าใส

look all around, there's nothing but blue skies
ดูรอบๆ ตัวสิ ไม่มีอะไรเลยนอกจากท้องฟ้าสีคราม

look straight ahead, there's nothing but blue skies
มองไปข้างหน้าสิ ไม่มีอะไรเลยนอกจากฟ้าสีคราม

การตั้งค่า gprs ของ true


วันนี้ผมได้ขอโปรโมชั่นใหม่จาก true มาครับ เป็นโปรโมชั่นแบบรายเดือนแบบใช้ฟรี wifi/edge/gprs ฟรี 30 ชั่วโมงต่อเดือน สำหรับคนที่ใช้วินโดว์และใช้โปรแกรม synce กับมือถือต่อเน็ตคงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับคนที่ใช้ลีนุกซ์และต้องการตั่งค่าการ dial เองใน wvdial ก็ต้องรู้ค่าต่างๆ ของการตั่งค่า dial ของทรู ซึ่งค่าต่าง มีดังนี้ครับ


username = true
password = true
number = *99***1#

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับทรูให้ลองหาข้อมูลจากเวป www.truewifi.net หรือ www.trueinternet.co.th นะครับ

อันนี้แถมครับ สำหรับของ Ais ต้องตั้งค่าดังนี้

username = ' '
password = ' '
number = *99#

ส่วนของ dtac ไม่รู้นะครับ ขี้เกียจหาเพราะเลิกคบกันไปนานแล้วตั่งแต่สมัยหักอกผมตอนใช้มือถือเมื่อก่อนสมัยยังเป็น D-prompt อยู่ อยู่ดีๆ มาขึ้นค่าโทรศัพท์เฉยเซง ตั่งแต่นั้นมาไม่เคยคิดจะไปใช้ dtac อีกเลย

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ดาวน์โหลด font tahoma.ttf เอาไว้ใช้บนลีนุกซ์นะครับ

หลายคนติดใจกับความสวยงามของเจ้าฟอร์นตัวนี้จริงๆ เอาไว้ใช้ได้ดีทั้งบนวินโดว์เอง และมันก็ยังใช้งานได้ดีบนลีนุกซ์อีกด้วย สำหรับใครที่ต้องการใช้ฟอร์นตัวนี้บน linux ubuntu หรือว่าจะเป็น linux mint ก็ทำได้ง่ายครับ เปิด terminal ขึ้นมานะ แล้วพิพม์ sudo nautilus แล้วใส่รหัสผ่านของ root ทีนี้ เราก็จะได้หน้า file manager nautilus ที่ใช้ในฐานะ root กันแล้วครับ ให้ดาวน์เอาฟอร์น tahoma ที่ได้มาเอาไปใส่ไว้ที่ /usr/share/fonts/truetype แล้วจะสร้างโฟลเดอร์ขึ้นมาใหม่ ก็ได้นะครับ เช่นผมจะตั้งชื่อว่า windows แล้วเอา font tahoma ไปใส่ไว้ครับ แค่นี้เอง ง๊ายง่ายเนอะ



ดาวน์โหลด font Tahoma.ttf กดตรงนี้จ๊ะ

ลืม password Bios จะทำยังไงดี


เป็นบันทึกแบบสั้นสำหรับผมเองครับ สำหรับใครที่ชอบเข้าไปเซทค่าต่างๆ ใน Bios แล้วเซทค่า password ไว้แล้วเกิดลืมขึ้นมา ทีนี้จะทำยังไง มีวิธีครับให้ทำดังนี้

  1. Start > Run > พิมพ์ CMD แล้ว Enter
  2. พิมพ์ Debug แล้ว Enter
  3. หน้า Dos Pormpt พิมพ์
พิมพ์ O 70 2e แล้ว Enter
พิมพ์ O 71 ff แล้ว Enter
พิมพ์ q เพื่อออกจากโปรแกรม แล้วทดลองเข้า Bios ดูคับ

แก้ ntldr is missing กัน


หลายคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำและก็ต้องเป็นพวกมือซนพอสมควรน่าจะเคยเจออาการของคอมพิวเตอร์ที่พอบูตเครื่องเสร็จเจอจอดำแล้วมีข้อความว่า "ntldr is missing" กันแน่นอน วันนี้มีวิธีแก้กันมาให้นะครับ อาจเหนื่อยหน่อยเพราะต้องออกแรงหาแผ่น cd หรือ dvd เปล่ามาไรท์ใส่แผ่นไว้ด้วย



สิ่งที่ต้องมีคือ
1. แผ่น cd เปล่าๆ
2. คอมพิวเตอร์ที่มีวินโดว์หรือลีนุกซ์ที่ไรท์แผ่นได้
3. โปรแกรม Fix NTLDR Missing สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ Download

เริ่มต้นให้ดาวน์โหลดโปรแกรม fixntldriso.zip ที่ลิงค์ที่ให้ไปมาก่อนนะครับ หลังจากนั้นก็แตกไฟล์ออกมา จะได้ไฟล์ .iso ให้ไรท์ลงแผ่นไว้ครับ จากนั้นเอาแผ่นที่ไรท์นั้นไปบูตกับเครื่องคอมที่เปิดแล้วมีข้อความ ntldr missing นะครับ พอบูตเสร็จะได้ดังรูปนะครับ ให้เราเลือกบูตจาก harddisk ที่ลงวินโดว์ไว้ครับ โปรแกรมนี้จะทำให้เราสามารถเข้าไปในวินโดว์ได้ พอเข้าไปในวินโดว์แล้ว ให้เราเอาไฟล์ 3 ไฟล์ที่อยู่ในแฟ้ม ntldr ที่อยู่ในแผ่นนะครับ จะมีไฟล์ boot.ini , ntldr, ntdetect.com ก๊อปไปไว้ที่ไดร์ C: นะครับ หรือไดร์ที่ลงวินโดว์ไว้นันแหละครับ ขั้นการทำไม่ยากครับดูจากรูปได้เลยครับ  งานนี้ขอบคุณเวป http://fixbyxboot.blogspot.com/2009/09/ntldr-is-missing.html สำหรับความรู้ดีๆ ครับ



เลือกไดร์ที่เราลงวินโดว์ไว้ครับ
 

เอาไฟล์นี้ไปวางไว้ในวินโดว์ครับ





วางไว้ที่ไดร์ C:\ ตามรูปเลยนะครับ 

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

convert fat32 to ntfs แบบง่ายๆ


วันนี้ช่วงบ่ายโมงกว่าๆ เพื่อนผมโทรมาหาผมอย่างเร่งรีบด้วยความว่า เพื่อนผมเค้ามีเจ้า flash drive อยู่ขนาด 8gb มันต้องการเอาไฟล์หนังที่เป็นไฟล์ .iso ขนาด 3.8gb ที่มันเพิ่งโหลดเสร็จตั่งแต่เมื่อคืน ผมก็ไม่รู้ว่าหนังเรื่องอะไร แต่มันมิสามารถครับ ตอนมันสั่ง copy จากเครื่องไปสู่ flash drive มันขึ้นว่า ไม่สามารถย้ายข้อมูลได้ เพราะว่า ข้อมูลมีขนาดใหญ่เกิน อ้าว...งงสิครับ flash drive มันว่างเลยไม่มีข้อมุลอะไรทั้งสิ้น ขนาดพื้นที่มันเหลือๆ อยู่แล้ว แล้วไหง๋มันย้ายมาไม่ได้ฟ่ะ... เดือดร้อนผมอีกแล้วสิ สรุปคือ ปกตินะครับไฟล์ที่มีขนาดใหญ่มากๆเช่นไฟล์หนัง dvd ซักเรื่องหนึ่งเนี่ยขนาดตั่งแต่ 3gb เนี่ย จะไม่สามารถเขียนบนระบบไฟล์ซิสเทมที่เป็น fat32 ครับ ซึ่งตอนนี้เจ้า flash drive ของเพื่อนผมมัน format มาในรูปแบบ fat32 จึงทำให้มันไม่สามารถก๊อปไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 3gb ลงไปได้ ดังนั้นเราต้องทำให้ flash drive มันกลายเป็นระบบ NTFS ก่อนครับซึ่งมีวิธีทำดังนี้




  1. Start > Run > พิมพ์ CMD คับแล้ว Enter
  2. ที่หน้า Dos Pormpt ให้ใช้คำสั่งนี้ convert ชื่อdrive /fs:ntfs /v
  3. เช่น convert d: /fs:ntfs /v แล้ว Enter
  4. จะมีข้อความว่า Enter current volume lable for drive D: ให้เราพิมพ์ชื่อ ที่เราเปลี่ยนเมื่อกี้ลงไป
  5. เช่น Enter current lable volume for drive D: DATA (ชื่อต้องเหมือนกับที่เราเปลี่ยนนะคับ) แล้ว Enter
  6. จะขึ้น Would you like to force a dismount on this volume? ให้ตอบ Y คับแล้ว Enter
  7. Finish คับ 
ทีนี้เราจะได้ flash drive ที่มีระบบ file system เป็นแบบ ntfs แล้วครับ สำหรับขั้นตอนการทำนี้จะไม่ทำให้ข้อมูลใน flash drive หายแต่อย่างใดนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

เขายายเที่ยงและการเมือง

ผมไม่ค่อยชอบอ่านข่าวเกี่ยวกับการเมืองเท่าไหร่เลยและก็ไม่อยากยุ่งกับการเมืองด้วย วันนี้เปิดหนังสือพิมพ์เรื่องเด่นประเดนร้อนที่มีอยู่มายาวได้ซักพักก็คงไม่พ้นเรื่อง เขายายเที่ยง ผมไม่อ่านเลยว่าเนื้อหามันเป็นยังไง เกี่ยวกับใครยังไงและใครทำผิด ใครทำถูก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในใจผมคือคำถามว่า "เขายายเที่ยง" มันอยู่ที่ไหนกันว่ะ... ฮ่าๆๆๆๆ โคตรเชยครับ บอกตรงๆ ว่าผมไม่ได้สนใจข่าวสารการเมืองเล้ย... แม้แต่เขายายเที่ยงอยู่จังหวัดไหนยังไม่รู้เลยครับ วันนี้เลยเปิดเพื่อนสนิทที่ชื่อ google แล้วพิมพ์หาคำว่า เขายายเที่ยง ก็แหม๋ มันอยากรู้อ่ะว่ามันคือที่ไหนยังไง ทำไม๊...คนเค้าถึงพูดถึงกันจังและทำไม๊เค้าอยากจะจับจองเป็นของตัวเองจริงๆ



เมื่อปี พ.ศ. 2484 มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ได้มาถากถางจับจองที่บนเขาแห่งหนึ่ง ปลูกบ้านและอาศัยอยู่ทำอาชีพล่าสัตว์และเอาเนื้อไปขายในตลาด ยายคนนั้นกว่าจะเดินไปถึงตลาดก็ไกลโขปาเข้าไปเกือบจะเที่ยงวันแล้ว จึงเป็นที่มาของชื่อยายเที่ยง นี่เป็นตำนานหนึ่งที่ผมอ่านมาจากเวปหนึ่ง แต่ก็มีอีกเรื่องที่เป็นที่มาของเขายายเที่ยง คือมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ชื่อยายเที่ยงกับปู่สิงห์ดำ มาบุกเบิกพื้นที่บนเขาอยู่ ต่อมายายเที่ยงไปตายบนเขาอีกลูกชื่อเขากระโจม ตายอย่างเดียวดาย ส่วนตัวสามีปู่สิงห์ดำไม่มีใครกล่าวถึง ยายเที่ยงเมื่อตายไปนานจนกลายเป็นกระดูกถูกทับถมลงดิน ก็ไปเข้าฝันชายผู้หนึ่งให้มาขุดนำกระดูกตนขึ้นมาทำบุญหน่อย ชาวบ้านก็ไปขุดตามฝันก็เจอกระดูกคนจริงๆ ก็เลยสร้างวัดขึ้นมา ต่อมาที่นี่จึงได้ชื่อว่า เขายายเที่ยง มาจนทุกวันนี้



อ่านแล้วงง ว่าอันไหนจริงๆอันไหนเท็จ แต่ก็เป็นเรื่องของตำนานนะครับ อ่านให้สนุกและจำใส่กระโหลกไว้ไม่เป็นไรแต่การค้นหาเรื่องราวของเขายายเที่ยงในคราวนี้ทำให้พอจะทราบว่าทำไมถึงมีคนอยากจะได้พื้นที่บนเขานี้ไว้ครอบครอง เพราะเป็นสถานที่ตากอากาศและมีบรรยากาศโดยรอบที่เรียกได้ว่า หายาก ในประเทศไทยครับ สิ่งแวดล้อมบรรยากาศช่างงดงามและอากาศดีมาก ถ้าใครนึกไม่ออกว่ามันดียังไง ตอนนี้ใครๆ ก็ฮิตๆ กันก็คงไม่พ้นพื้นที่ที่ วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นั่นแหละ บรรยากาศแบบนั้นเลย ใครๆ ก็บอกว่าเป็นจุดที่มีโอโซนมากที่สุดในประเทศไทยแล้ว

รูปภาพต่างๆ ที่เป็นบรรยากาศของเขายายเที่ยง เพื่อนๆ ที่สนใจลองหาใน google เอาได้นะครับ หาไม่ยาก ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของนักท่องเที่ยวไปเที่ยวและถ่ายมา หรือว่าจะหาดุใน youtube ก็พอจะหาข่าวคาว เอ้ย.. คราวของเรื่องราวของเขายายเที่ยงกับนักการเมืองให้ได้รับรู้กันบ้าง ส่วนเรื่องจริงๆเท็จยังไง ก็คงต้องรอพิสูจน์กันต่อไป ลับลวงพลาง ยังงี้ต้องดูกันยาวๆ ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำ hiren usb ด้วย ubuntu 2in1


สำหรับใครที่ใช้ทั้ง ubuntu และ windows ในเครื่องเดียวกัน นอกจากการใช้สื่ออย่าง dvd หรือแผ่น cd แล้ว เดี๋ยวนี้สิ่งที่นิยมมากก็คือการลง OS จาก USB ไดร์ เพราะเดี๋ยวนี้ทั้งราคาถูกและความจุก็มากขึ้นด้วย โดยปกติผมจะมี usb ที่เป็น hiren ซึ่งมีเครื่องมือในการช่วยเหลือต่างๆ ในการจัดการเกี่ยวกับการซ่อมแซมดูและคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งพาร์ทิชั่น การ format การ Ghost หรืออื่นๆ อีกเยอะแยะมาก และผมก็มี usb อีกแท่งหนึ่ง ทำไว้เพื่อเอาไว้ลง ubuntu ครับ แต่วันนี้ผมมีวิธีที่จะเอาทั้งสองมารวมใน usb เดียวกันเลย จะได้สามารถใช้ได้ทั้ง hiren และ ubuntu install ได้ด้วย ไม่เปลืองและง่ายด้วย



อันดับแรกสิ่งที่คุณต้องมีคือ
1.usb drive ขนาดซัก 2gb จริงๆแค่ 1gb ก็เพียงพอครับ แต่สำหรับ linux บาง distro มีขนาดใหญ่มากอาจไม่พอ
2.ไฟล์ของโปรแกรม Hiren
3.เครื่องคอมที่ลง ubuntu ไว้หรือจะเป็น Linux ตัวอื่นก็ได้ครับ แต่ขอให้มี usb-create ก็พอ
4.ไฟล์อิมเมจของ ubuntu ที่เป็น .iso หรือจะเป็น cd สำหรับติดตั้ง ubuntu ก็ได้

มาเริ่มทำกันเลยดีกว่า
ถ้า Linux ของคุณไม่มี usb-create คุณสามารถติดตั้งได้ผ่าน Snaptic Package Manager แล้ว search หาจากคำว่า usb-create ครับ ถ้าเครื่องคุณมีแล้วจะได้ดังรูป ให้เปิดโปรแกรม usb-create ได้เลย



เปิดมาก็ได้หน้าตาแบบนี้ ในช่อง source disc image ให้ mount ไปที่ไฟล์ .iso หรือที่ cd ที่ใส่ไว้ในเครื่องครับ แล้วข้างล่างให้เลือกที่ usb ที่เราเสียบเอาไว้ แล้วกด make startup disk ได้เลย จากนั้นก็รอไปเลยครับอาจใช้เวลานานหรือช้าขึ้นอยุ่กับขนาดของ iso และความเร็วของเครื่อง

 

พอคุณทำเสร็จ จากนั้นให้คุณโหลด Grub มาลงไว้ใน usb ที่ใช้ทำในครั้งนี้ครับ ซึ่งจะมีสองไฟล์คือไฟล์ Grub.exe กับไฟล์ menu.lst  ดาวน์โหลด Grub-hiren.exe จากนั้นก็เอาไฟล์ hiren มาใส่ไว้ใน usb ด้วยครับ



พอเอาไฟล์ hiren ใส่ใน usb เสร็จ ให้คุณเข้าไปใน usb แล้วหาไฟล์นี้ \syslinux\menu.cfg ครับ แล้วเพิ่มสองบรรทัดนี้ลงเข้าไป

label Load ^Grub with Hiren's Utilities
KERNEL /grub.exe

จริงๆ แล้ววิธีนี้สามารถทำได้กับ Linux ในสายพันธ์เดียวกับ ubuntu ได้หมดครับ เช่น linux mint หรือจะเป็นอย่างอื่น แต่ว่าในขึ้นตอนการแก้ไฟล์ menu.cfg บางทีอาจมีชื่ออื่นครับ ถ้าคุณใช้ ubuntu คุณจะเจอไฟล์ดังกล่าวแน่ๆ แต่ถ้า .iso ที่คุณทำเป็นของยี่ห้ออื่นเช่น linux mint คุณอาจเจอไฟล์อื่น แต่มันจะอยู่ใน \syslinux ครับ

ตัวอย่างข้อความในไฟล์ menu.cfg จะได้อ้างอิงได้เผื่อไฟล์ชื่อไม่เหมือนกัน
menu hshift 13
menu width 49
menu margin 8
label Load ^Grub with Hiren's Utilities < นี่คือสองบรรทัดที่เพิ่มเข้าไป
KERNEL /grub.exe
menu title Installer boot menu
include stdmenu.cfg
include text.cfg
include amd.cfg
include gtk.cfg
include amdgtk.cfg
menu begin advanced
menu title Advanced options
label mainmenu
menu label ^Back..
menu exit
include stdmenu.cfg
include adtext.cfg
include adamd.cfg
include adgtk.cfg
include adamdgtk.cfg
menu end
label help
menu label ^Help
config prompt.cfg

พอเสร็จแล้วก็ให้บูตเครื่องแล้วตั้งให้ first boot เป็นที่ usb ได้เลยครับ ทีนี้คุณก็จะสามารถเลือกได้ทั้ง hiren และติดตั้ง ubuntu ได้ด้วย สะดวกสุดๆ ไปเลยครับ เสียเวลาหน่อยแต่คุ้มค่า



 

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ต่อ gprs ง่ายๆ ด้วย ubuntu

ผมมีปัญหามากกับ ubuntu เวอร์ชั่นใหม่ 9.10 ชีวิตที่สุขสบายเมื่อตอนใช้เวอร์ชั่น 9.04 ได้จบลงเมื่อการใช้งาน gprs ผ่านโทรศัพท์ samsung E590 ของไม่สามารถต่อได้กับเจ้า karmic ซะแล้ว เพราะปกติเมื่อก่อนเวอร์ชั่นนี้ พอเสียบสาย usb กับโทรศํพท์ปุ๊ป network manager มันก็ทำงานให้เราเจอเจ้าโทรศัพท์นี้ทันที แล้วเราก็แค่เซทไม่กี่ทีก็สามารถต่อ gprs ได้เข้าเล่น internet ได้ฉลุยเลย แต่พอมาถึงเจ้า karmic เนี่ย พอเสียบสาย usb ปุ๊ป มันเจอครับ มันเจอโทรศัพท์ผม และก็สามารถเข้าเซทค่าต่างในการต่อ gprs ได้ด้วย แต่พอเราสั่งให้มัน connect มันจะไม่ยอมต่อให้ครับ เหมือนกับว่าเราไม่ได้เสียบโทรศัพท์ไว้ยังไงอย่างงั้นเลย แล้วในที่สุดผมก้เจอวิธีการต่อ gprs บน linux ubuntu สามารถเอาไปใช้ได้ทุกเวอร์ชั่นเลยนะครับ และคิดว่าสามารถใช้ได้กับโทรศัพท์เกือบทุกยี่ห้อในตลาดด้วย ที่สามารถเป็น modem ต่อ gprs ได้ในตัว ลองไปอ่านบทความและวิธีการใช้ได้จากลิงค์นี้เลยครับ
วิธีการต่อ gprs ด้วยมือถือหรือ aircard